16 กันยายน 2569
ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ
(Lab
Ventilation System) ต้องออกแบบอย่างไรให้ปลอดภัย?
เมื่อพูดถึงความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ
หลายคนอาจนึกถึงการจัดเก็บสารเคมี อุปกรณ์ป้องกัน หรือ Fume Hood เป็นอันดับแรก
แต่ยังมีอีกหนึ่งระบบที่มีบทบาทโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
นั่นคือระบบระบายอากาศ
เพราะความเสี่ยงภายในห้องปฏิบัติการไม่ได้เกิดจากสารเคมีเพียงอย่างเดียว
ไอระเหยที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องควบคุม
หากระบบระบายอากาศถูกออกแบบไม่เหมาะสม อาจทำให้ไอระเหยสะสมอยู่ภายในพื้นที่และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ใช้งานได้
ดังนั้น การออกแบบ Lab Ventilation System จึงไม่ใช่เพียงการทำให้อากาศภายในห้องถ่ายเท
แต่ต้องสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของอากาศ
ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่ด้วย
ระบบระบายอากาศที่ดี
ต้องควบคุมอะไรบ้าง?
การออกแบบระบบระบายอากาศสำหรับห้องปฏิบัติการ
ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ
ร่วมกัน 3
เรื่อง ได้แก่
1. การควบคุมทิศทางการไหลของอากาศ
2. อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศ
(Air
Change Rate)
3. การควบคุมแรงดันอากาศ
(Pressure
Control)
ทั้งสามส่วนมีความสัมพันธ์กัน และต้องถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ
โดยหลักการ
อากาศควรถูกควบคุมให้ไหลจากพื้นที่สะอาดไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
เพื่อช่วยลดโอกาสที่สารปนเปื้อนจะแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น
การกำหนดทิศทางของ
Airflow จึงต้องพิจารณาร่วมกับการแบ่งพื้นที่และลักษณะงานภายในห้อง
ไม่ควรออกแบบระบบระบายอากาศแยกออกจาก Layout ของห้องปฏิบัติการ
2. Air Change Rate (ACH) ไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกห้อง
Air Change Rate หรือ ACH คือจำนวนครั้งที่อากาศภายในพื้นที่ถูกเปลี่ยนถ่ายในหนึ่งชั่วโมง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการมีค่า ACH คือการกำหนดค่าให้เหมาะกับประเภทของงาน
ห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้งาน
ความเสี่ยง และอุปกรณ์ภายในแตกต่างกัน
จึงไม่ควรนำค่าเดียวกันไปใช้กับทุกพื้นที่โดยไม่พิจารณาเงื่อนไขการใช้งานจริง
ดังนั้น การกำหนด ACH จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบทางวิศวกรรม
ไม่ใช่เพียงการเลือกค่าทั่วไปแล้วนำมาใช้กับทุกห้อง
3. Pressure Control ช่วยควบคุมอากาศระหว่างพื้นที่
แรงดันอากาศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศระหว่างห้อง
ตัวอย่างเช่น
ห้องเคมีอาจใช้แนวคิด Negative
Pressure เพื่อควบคุมอากาศให้อยู่ในทิศทางที่เหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยง
ขณะที่พื้นที่สะอาดอาจใช้ Positive Pressure เพื่อช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างแรงดันบวกหรือแรงดันลบ
แต่คือการออกแบบ Pressure
Control ให้สัมพันธ์กับหน้าที่ของแต่ละพื้นที่และทิศทางการไหลของอากาศที่ต้องการ
Ventilation System ต้องมองร่วมกับอุปกรณ์ภายในห้อง
การออกแบบระบบระบายอากาศไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวห้องเท่านั้น
ยังต้องคำนึงถึง Airflow Pattern ภาระจากอุปกรณ์
(Equipment Load) รวมถึงการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมไอสารเคมี
เช่น Fume Hood
เพราะเมื่ออุปกรณ์แต่ละชนิดมีผลต่อการนำอากาศเข้าและออกจากพื้นที่
การเปลี่ยนแปลงในระบบหนึ่งก็อาจส่งผลต่อสมดุลอากาศของอีกระบบหนึ่งได้
การออกแบบจึงต้องมองภาพรวมของทั้งห้อง
ไม่ใช่แยกคำนวณแต่ละอุปกรณ์ออกจากกัน
ห้องอาจมีระบบจ่ายอากาศ
มีระบบระบายอากาศ และมี Fume
Hood อยู่แล้ว แต่หากแต่ละส่วนถูกออกแบบแยกจากกัน
ก็อาจทำให้ทิศทางการไหลหรือสมดุลอากาศไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การออกแบบ
Lab Ventilation System ควรเริ่มจากการมองระบบทั้งหมดร่วมกันตั้งแต่ต้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ความปลอดภัยของห้อง Lab ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่ง
แต่อยู่ที่ว่าทุกระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
แต่ต้องพิจารณาทั้งทิศทางการไหลของอากาศ
อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศ การควบคุมแรงดัน และการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ภายในห้อง
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกออกแบบให้สัมพันธ์กัน
ระบบระบายอากาศจึงสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ
และรองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
สำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ
EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน
Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab
System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine:
@skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6