การสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรมต้องเริ่มจากอะไร?

1 เมษายน 2569

การสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรมต้องเริ่มจากอะไร?

หลายโรงงานเริ่มสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) โดยโฟกัสที่ อุปกรณ์และงบประมาณ

แต่ปัญหาที่พบในภายหลัง คือใช้งานไม่สอดคล้องจริง และไม่ผ่านการตรวจประเมิน (Audit)

สาเหตุหลัก มักเกิดจากการ ไม่ได้ออกแบบในมุมวิศวกรรมตั้งแต่ต้น


โดยทั่วไป ห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม

จำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องทั้ง การใช้งานจริง และ มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

การสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม ควรเริ่มจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.กำหนดประเภทของห้อง Lab (QC / QA / R&D)

2.ออกแบบให้รองรับมาตรฐาน เช่น

   • ISO 17025

    • GMP

3.วางระบบแบบ Integrated Engineering ตั้งแต่ต้น 


จุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง

การออกแบบห้องปฏิบัติการในโรงงาน ควรเริ่มจาก ความเข้าใจการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการเลือกอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์

โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ห้อง Lab จะถูกใช้ในงานประเภทใด เช่น งานตรวจสอบคุณภาพ (QC) หรือวิจัยและพัฒนา (R&D)


มุมมองทางวิศวกรรมที่มักถูกมองข้าม

ในทางปฏิบัติ ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ไม่ใช่เพียง “พื้นที่ใช้งาน”

แต่คือการรวมกันของระบบหลัก ได้แก่

• Laboratory Furniture (โต๊ะและระบบจัดวางอุปกรณ์) 

• Utility System (ระบบไฟฟ้า น้ำ และแก๊ส)

• Ventilation & Safety System (ระบบระบายอากาศและความปลอดภัย)

หากออกแบบแยกส่วนจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานจริงในระยะยาว 


ขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้าง

การสร้างห้อง Lab ในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ควรดำเนินการตามลำดับขั้น ดังนี้

 • สำรวจพื้นที่ (Site Survey)

 • ออกแบบ Layout ตามลักษณะการใช้งาน (Workflow)

 • จำลองภาพ 3D ก่อนการผลิตจริง

 • ผลิตและติดตั้งระบบทั้งหมด

แนวทางนี้  ช่วยลดความผิดพลาด และควบคุมงบประมาณได้ตั้งแต่ต้น


งบประมาณโดยประมาณ

ห้องปฏิบัติการในโรงงานขนาดกลาง
มักใช้งบประมาณประมาณ 500,000 – 3,000,000 บาท

ขึ้นอยู่กับ:

  • ขนาดพื้นที่

  • ประเภทของงาน

  • และระดับความซับซ้อนของระบบ 


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

• ออกแบบ Layout ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง

• เลือกวัสดุไม่เหมาะกับประเภทงาน

• แยกออกแบบระบบแต่ละส่วน

• ไม่คำนึงถึงมาตรฐานตั้งแต่ต้น 


การสร้างห้องปฏิบัติการในโรงงาน ไม่ใช่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์ให้ครบ

แต่ต้องเริ่มจาก แนวคิดการออกแบบเชิงวิศวกรรม เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง และรองรับมาตรฐานในระดับสากล


เนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLAB

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)

ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System

เพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

102210af9953c2-5de1-4175-b2e3-016e9b075cdf.png

อ่านเพิ่มเติม

2 ตุลาคม 2569

Fume Hood คืออะไร? และเลือกแบบไหนให้เหมาะกับงานในห้อง Lab

Fume Hood คืออะไร? และเลือกแบบไหนให้เหมาะกับงานในห้อง Labเมื่อพูดถึงการทางานกับสารเคมีในห้องปฏิบัติการ หนึ่งในอุปกรณ์ที่มีบทบาทสาคัญต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานคือ Fume Hood หรือ ตู้ดูดไอสารเคมีหน้าที่ของ Fume Hood คือการช่วยดูดและควบคุมไอระเหยที่เกิดขึ้นระหว่างการทางาน เพื่อลดโอกาสที่ไอสารเคมีจะกระจายเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติงานแต่การมี Fume Hood อยู่ภายในห้อง ไม่ได้หมายความว่าระบบจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติเพราะประสิทธิภาพของ Fume Hood ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับประเภทของงาน สารเคมีที่ใช้งาน และระบบระบายอากาศของห้องปฏิบัติการโดยรวมก่อนเลือก Fume Hood ต้องรู้ก่อนว่าใช้กับงานอะไร Fume Hood แต่ละแบบไม่ได้เหมาะกับทุกลักษณะงาน ก่อนตัดสินใจเลือก จึงควรเริ่มจากการทาความเข้าใจว่า ภายในตู้จะถูกนาไปใช้กับ   1.งานประเภทใด ใช้สารเคมีในลักษณะใด   2.มีความเข้มข้นของสารเคมีมากน้อยเพียงใด  3.พิจารณาว่า ระบบ Ventilation ของพื้นที่สามารถรองรับการทางานของ Fume Hood ได้อย่าง เหมาะสมหรือไม่ดังนั้น การเลือก Fume Hood จึงไม่ควรเริ่มจากการดูเฉพาะขนาดหรือรูปแบบของตู้ แต่ควรเริ่มจาก ลักษณะการใช้งานจริงของห้องปฏิบัติการDucted และ Ductless ต่างกันอย่างไร?Fume Hood สามารถแบ่งตามลักษณะการจัดการอากาศได้เป็น 2 รูปแบบหลักDucted Fume Hoodเป็นระบบที่นาอากาศจากภายใน Fume Hood ระบายออกไปยังภายนอกผ่านระบบท่อ ดังนั้น การใช้งานจึงต้องพิจารณาร่วมกับระบบระบายอากาศและองค์ประกอบอื่นของอาคาร เพื่อให้การระบายอากาศสามารถทางานได้สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของห้องDuctless Fume Hoodเป็นระบบที่ใช้การกรองอากาศภายใน ก่อนจัดการอากาศตามรูปแบบของระบบการเลือกใช้งานจึงต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับลักษณะงานและสารเคมีที่ใช้งานเช่นเดียวกันสิ่งสาคัญจึงไม่ใช่การถามว่า Ducted หรือ Ductless แบบไหน ดีกว่า แต่ควรถามว่า ระบบแบบใด เหมาะกับงานและระบบของห้องนี้มากกว่าFume Hood ที่ดี ต้องดูมากกว่าความสามารถในการดูดในมุมมองทางวิศวกรรม การพิจารณาประสิทธิภาพของ Fume Hood ไม่ควรมองเพียงว่าตู้สามารถดูดอากาศได้หรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมกัน เช่น  • Face Velocity   • Airflow Stability   • การทางานร่วมกับ HVAC Systemเพราะ Fume Hood เป็นอุปกรณ์ที่มีการนาอากาศออกจากพื้นที่ การทางานของตู้จึงมีความสัมพันธ์กับระบบอากาศภายในห้องโดยตรงหากพิจารณาเฉพาะตัว Fume Hood โดยไม่คานึงถึงระบบโดยรอบ อาจทาให้ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานจริงแตกต่างจากที่คาดไว้ทาไม Fume Hood ต้องออกแบบร่วมกับระบบอากาศของห้อง?หนึ่งในปัญหาที่พบได้จากหน้างาน คือFume Hood ทางานได้ แต่ห้องโดยรวมไม่รองรับนั่นหมายความว่า แม้ตัวตู้จะสามารถทาหน้าที่ของตัวเองได้ แต่หากระบบอากาศของห้องไม่ได้ถูกออกแบบให้สัมพันธ์กัน การทางานโดยรวมก็อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และส่งผลต่อความปลอดภัยของพื้นที่ได้นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Fume Hood ไม่ควรถูกพิจารณาแยกออกจาก Ventilation หรือ HVAC Systemแต่ควรถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอากาศทั้งหมดภายในห้องปฏิบัติการมุมมองทางวิศวกรรมการเลือก Fume Hood จึงไม่ควรจบเพียงคาถามว่าตู้รุ่นนี้ดูดไอสารเคมีได้หรือไม่?แต่ควรพิจารณาต่อไปว่าเมื่อนาตู้มาใช้งานจริงแล้ว จะสามารถทางานร่วมกับระบบของห้องได้อย่างเหมาะสมหรือไม่?เพราะห้องปฏิบัติการประกอบด้วยหลายระบบที่ทางานร่วมกัน ทั้ง Fume Hood, Ventilation และ HVAC System การออกแบบแบบ Integrated Lab System จึงช่วยให้การเลือกอุปกรณ์ไม่ได้ถูกพิจารณาแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานจริงของห้องสรุปFume Hood เป็นอุปกรณ์สาคัญสาหรับช่วยควบคุมไอระเหยจากการทางานภายในห้องปฏิบัติการแต่การเลือก Fume Hood ที่เหมาะสม ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวตู้เพียงอย่างเดียว ต้องมองตั้งแต่ประเภทของงาน ลักษณะการใช้สารเคมี ระบบ Ventilation ไปจนถึงการทางานร่วมกับระบบอากาศของห้องเพราะ Fume Hood ที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงตู้ที่สามารถดูดไอสารเคมีได้ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบห้องปฏิบัติการที่สามารถทางานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและรองรับการใช้งานจริงสาหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คาปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

1358596 พฤศจิกายน 2568.jpg

อ่านเพิ่มเติม

11 พฤศจิกายน 2568

Training Day with GRAMMY & EASY LAB

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ทีมงาน GRAMMY & EASY LAB ได้ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรการเทรนนิ่งการใช้งานและการดูแลรักษาตู้ดูดควันเบื้องต้นให้กับ อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้เชิงลึกที่สำคัญสำหรับการทำงานในห้องแล็บอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากการบรรยายเชิงเทคนิคแล้วทีมวิทยากรจาก GRAMMY & EASY LAB ยังจัด Workshop การใช้งานจริงให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปรับความเร็วลม ตรวจเช็กจุดเสี่ยง และสัมผัสการทำงานของตู้ดูดควันอย่างมืออาชีพด้วยตัวเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตั้งใจ และรอยยิ้มจากทุกฝ่าย ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในห้องแล็บของคุณ

153916618d0882-d17e-4373-94c3-c904f691dd8f.png

อ่านเพิ่มเติม

15 กรกฎาคม 2569

ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน (และวิธีแก้จากประสบการณ์จริง)

ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน (และวิธีแก้จากประสบการณ์จริง) การสร้างห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้มีความท้าทายแค่เรื่องงบประมาณแต่ในหลายโครงการ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับส่งผลต่อ การใช้งานจริง และ มาตรฐาน ในระยะยาวหลายกรณี ต้องแก้ไขหน้างานหรือปรับแบบใหม่ทั้งหมดซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างห้องปฏิบัติการ ได้แก่ 1.ออกแบบ Layout ไม่ตรงกับการใช้งานจริง 2.เลือกวัสดุไม่เหมาะกับประเภทงาน 3.ออกแบบแยกระบบ (Furniture / Utility / Ventilation) 4.ไม่คำนึงถึงมาตรฐานตั้งแต่ต้น 5.เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน ปัญหาเหล่านี้ สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ1. Layout ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง การวางผังพื้นที่ที่ไม่สอดคล้องกับลำดับการทำงาน (Workflow) เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อย ส่งผลให้ผู้ใช้งานต้องเดินย้อนขั้นตอน เคลื่อนย้ายตัวอย่างโดยไม่จำเป็น และเกิดความสับสนระหว่างการปฏิบัติงาน แนวทางแก้ไข: • ออกแบบตาม Workflow จริง • วิเคราะห์การใช้งานก่อนวาง Layout Layout ที่ดีควรสะท้อนกระบวนการทำงาน ไม่ใช่เพียงจัดวางพื้นที่ให้ดูสวยงาม2. เลือกวัสดุไม่เหมาะกับงาน วัสดุของโต๊ะปฏิบัติการและเฟอร์นิเจอร์ห้อง Lab มีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งาน ความปลอดภัย และค่าบำรุงรักษา หากเลือกวัสดุไม่เหมาะกับประเภทของสารเคมีหรือสภาพแวดล้อมการใช้งาน อาจทำให้พื้นผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร แนวทางแก้ไข: • เลือกวัสดุตามประเภทงาน • พิจารณา Chemical Resistance การเลือกวัสดุที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงในระยะยาว3. ออกแบบแยกระบบ อีกหนึ่งปัญหาที่พบเป็นประจำ คือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบแก๊ส และระบบระบายอากาศแยกจากกัน ทำให้เมื่อเริ่มติดตั้งจริงเกิดปัญหาหน้างาน ต้องรื้อหรือปรับแก้หลายจุดแนวทางแก้ไข: • ออกแบบแบบ Integrated System • วางระบบทั้งหมดพร้อมกันตั้งแต่ต้น การมองห้องปฏิบัติการเป็น ระบบเดียว ช่วยลดปัญหาหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ4. ไม่คำนึงถึงมาตรฐาน หลายโครงการเริ่มพิจารณามาตรฐานเมื่อใกล้ใช้งาน หรือตอนไม่ผ่านการตรวจ Audit ส่งผลให้ต้องแก้ไขพื้นที่หรือปรับปรุงระบบเพิ่มเติมก่อนการตรวจรับแนวทางแก้ไข: • วิเคราะห์มาตรฐานตั้งแต่ต้น เช่น      • ISO 17025      • GMP การออกแบบโดยอ้างอิงมาตรฐานตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงในการปรับแก้ภายหลัง5. เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน การเปลี่ยนแบบหลังเริ่มผลิตหรือเริ่มก่อสร้าง มักส่งผลต่อทั้งต้นทุน ระยะเวลา และคุณภาพของโครงการแนวทางแก้ไข: • ทำแบบให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน • ใช้ 3D Visualization เพื่อจำลองก่อนผลิตจริง การตัดสินใจให้ครบก่อนเริ่มงาน ย่อมคุ้มค่ากว่าการแก้ไขเมื่อโครงการดำเนินไปแล้วทำไมปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น? จากประสบการณ์ของโครงการจริง สาเหตุหลักของปัญหาไม่ได้เกิดจากงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดการวางแผนเชิงระบบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่ • ขาดการวางแผนเชิงระบบ • มอง Lab เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์   • ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน Laboratory Engineering เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมักปรากฏในช่วงติดตั้งหรือหลังเริ่มใช้งานจริง ซึ่งมีต้นทุนในการแก้ไขสูงกว่าการวางแผนตั้งแต่แรกหลายเท่ามุมมองทางวิศวกรรม จากประสบการณ์ในการออกแบบห้องปฏิบัติการ ปัญหาส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากนำหลัก Engineering-Based Design และ Integrated Lab System มาใช้ตั้งแต่ระยะวางแนวคิดของโครงการสรุป ห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เกิดจากการแก้ไขปัญหาเมื่อโครงการแล้วเสร็จ แต่เกิดจากการป้องกันปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบการวางแผนที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ช่วยลดต้นทุน ลดการแก้ไขหน้างาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และรองรับมาตรฐานที่องค์กรต้องการได้ในระยะยาวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6