25 พฤศจิกายน 2566

การอบรมดับเพลิงและซ้อมอพยพหนีไฟ ประจำปี 2566

จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมนี้คือเพื่อให้ความรู้และเตรียมพร้อมพนักงานของเราเกี่ยวกับขั้นตอนการอพยพหนีไฟและการดับเพลิงเบื้องต้น การฝึกอบรมดำเนินการโดยทีมวิทยากรผู้มีประสบการณ์จาก หน่วยดับเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบลท่าไม้ จุดมุ่งหมายคือเพื่อให้พนักงานของเรามีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการจัดการกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
152437ChatGPT Image 15 พ.ค. 2569 15_23_52.webp

อ่านเพิ่มเติม

15 พฤษภาคม 2569

ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีรั่วออกมาจากตู้ดูดควันขณะทำงาน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติตู้ดูดควัน (Fume Hood) คืออุปกรณ์ด้านแรกที่ปกป้องคุณจากไอสารเคมีในทุกการทดลอง แต่จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ พบว่าแล็บส่วนใหญ่ในไทยใช้ตู้ดูดควันที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่รู้ตัวสัญญาณที่บอกว่าตู้ดูดควันของคุณมีปัญหาก่อนจะพูดถึงสาเหตุ ลองเช็กตัวเองก่อนครับว่าเคยเจอสิ่งเหล่านี้ไหม- ได้กลิ่นสารเคมีขณะทำงานอยู่หน้าตู้- เปลวไฟหรือควันเคลื่อนที่ออกด้านหน้าแทนที่จะถูกดูดเข้าไป- กระดาษทิชชูที่วางขอบตู้ไม่ถูกดูดเข้าหาตู้- ระบบส่งเสียงดังผิดปกติหรือทำงานไม่สม่ำเสมอถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แม้แค่ข้อเดียว แสดงว่าระบบ containment ของตู้กำลังล้มเหลว และคุณกำลังสูดดมไอสารเคมีเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวFace Velocity คืออะไร และทำไมถึงสำคัญที่สุดตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพของตู้ดูดควันเรียกว่า Face Velocity ความเร็วของกระแสอากาศที่ดูดเข้าตู้ผ่านช่องเปิดด้านหน้ามาตรฐาน ASHRAE 110 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบ fume hood กำหนดค่า face velocity ที่ปลอดภัยไว้ที่ 0.3–0.5 เมตรต่อวินาที (60–100 fpm)ต่ำกว่านี้ = ดูดไม่พอ ไอสารเคมีรั่วออกมาสูงกว่านี้มากเกินไป = เกิด turbulence อากาศวนกลับออกมาแทนปัญหาคือแล็บส่วนใหญ่ไม่เคยวัดค่านี้เลยตั้งแต่ติดตั้ง5 สาเหตุหลักที่ทำให้ตู้ดูดควันทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน1. ออกแบบระบบ ventilation ผิดตั้งแต่แรกท่อระบายอากาศขนาดผิด หรือ fan ที่เลือกมาไม่รองรับ static pressure ที่แท้จริงของระบบ เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเพราะต้องแก้ที่การออกแบบ ไม่ใช่แค่ปรับ setting2. มีคนเปิดประตู-หน้าต่างใกล้ตู้กระแสลมจากภายนอกรบกวน airflow หน้าตู้โดยตรง แม้แค่คนเดินผ่านเร็วๆ ก็ทำให้เกิด turbulence ได้ชั่วคราว3. ตำแหน่งติดตั้งผิดตู้ดูดควันที่อยู่ใกล้ประตู ช่องแอร์ หรืออยู่ในทางสัญจรของคน จะเกิดปัญหา cross-draft ซึ่งรบกวน containment อย่างรุนแรง4. ไม่ได้รับการ maintainฝุ่นและสารตกค้างในท่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ airflow ลดลงทีละน้อยจนผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง5. เปิด sash สูงเกินไปยิ่ง sash เปิดสูง พื้นที่หน้าตู้กว้างขึ้น face velocity ลดลงโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิด sash ไม่เกิน 45 ซม. หรือตามที่ตู้กำหนดอันตรายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตู้ทำงานผิดมาตรฐานไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ครับ แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้สารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในแล็บทั่วไปเช่น formaldehyde, benzene, หรือ acid vapor มีค่า TLV (Threshold Limit Value) ต่ำมาก การสูดดมสะสมแม้ในปริมาณน้อยทุกวันส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ และระบบประสาทในระยะยาว โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงอันตรายในทันทีวิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เองก่อนเรียกวิศวกรมาตรวจ ลองทำ smoke test อย่างง่ายครับใช้ smoke pencil หรือ smoke tube วางที่ระยะ 15 ซม. หน้า sash แล้วดูว่าควันถูกดูดเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าควันวนกลับออกมาหรือเคลื่อนที่ผิดทิศ แสดงว่ามีปัญหา containment ชัดเจนวิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบตามมาตรฐาน EN14175 ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงตู้ดูดควันที่ได้มาตรฐานจริงๆ ต้องผ่านอะไรบ้างตู้ดูดควันที่ปลอดภัยสำหรับงาน laboratory จริงๆ ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานเหล่านี้- ASHRAE 110 — ทดสอบ containment performance ด้วย tracer gas จริง- EN14175 — มาตรฐานยุโรปสำหรับ fume cupboard ทั้งด้าน safety และ performance- CE Marking — รับรองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรปถ้าตู้ที่ใช้อยู่ไม่มีเอกสารรับรองเหล่านี้ ควรตรวจสอบกับผู้จัดจำหน่ายให้ชัดเจนสรุปสิ่งที่ควรทำทันทีถ้าสงสัยว่าตู้ดูดควันในแล็บของคุณทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน อย่ารอให้มีอาการก่อนครับทำ smoke test เบื้องต้นเอง และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้แจ้ง lab manager หรือวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การวัด face velocity และทดสอบระบบ ventilation ตามมาตรฐาน ASHRAE 110 ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งครั้งแรกห้องปฏิบัติการที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แต่เริ่มจากระบบที่ออกแบบและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

101621Untitled design.png

อ่านเพิ่มเติม

4 พฤษภาคม 2569

ห้อง Lab QC, QA และ R&D ต่างกันอย่างไรในโรงงานอุตสาหกรรม?

หลายองค์กรมีห้องปฏิบัติการ (Lab) แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ควรใช้แบบไหนบางโรงงานใช้ห้องเดียวทำทุกอย่าง ทำให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ และไม่สอดคล้องมาตรฐาน ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือการแยกหน้าที่ของ QC, QA และ R&D ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ QC (Quality Control) → ตรวจสอบคุณภาพสินค้า QA (Quality Assurance) → ควบคุมระบบคุณภาพ R&D (Research & Development) → วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ละประเภท มี “บทบาท และการออกแบบห้อง Lab” ที่แตกต่างกันQC (Quality Control) คืออะไร?QC คือการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตลักษณะงาน: ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง ทดสอบคุณสมบัติสินค้า ควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบ ลักษณะห้อง Lab: เน้นความแม่นยำและรวดเร็ว มี workflow ชัดเจน ใช้อุปกรณ์ทดสอบเฉพาะทาง เหมาะกับโรงงานที่ต้องควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่องQA (Quality Assurance) คืออะไร?QA คือการควบคุม ระบบคุณภาพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตรวจสินค้าลักษณะงาน: ตรวจสอบกระบวนการผลิต จัดทำและควบคุมเอกสาร ตรวจ Audit และมาตรฐาน ลักษณะห้อง Lab: อาจไม่เน้นเครื่องมือหนัก เน้นระบบและการควบคุมข้อมูล เชื่อมโยงกับมาตรฐาน เช่น GMP ISO 17025 QA เป็น ระบบ มากกว่า พื้นที่R&D (Research & Development) คืออะไร?R&D คือการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ลักษณะงาน: ทดลองสูตร วิเคราะห์เชิงลึก พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ลักษณะห้อง Lab: ต้องมีความยืดหยุ่นสูง รองรับการทดลองหลากหลาย ใช้อุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ห้อง R&D มักมีความซับซ้อนสูงที่สุดตารางเปรียบเทียบ QC vs QA vs R&D ประเภท หน้าที่หลัก ลักษณะห้อง Lab ความซับซ้อน QC ตรวจคุณภาพสินค้า เน้น workflow และความแม่นยำ ปานกลาง QA ควบคุมระบบคุณภาพ เน้นเอกสารและมาตรฐาน ต่ำ–ปานกลาง R&D วิจัยและพัฒนา ยืดหยุ่น รองรับการทดลอง สูง เลือกห้อง Lab แบบไหนดี?ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายของโรงงาน เน้นควบคุมคุณภาพ → QC เน้นมาตรฐานและระบบ → QA เน้นพัฒนาและนวัตกรรม → R&D ในหลายกรณี โรงงานอาจต้องใช้ มากกว่า 1 ประเภท และต้องออกแบบให้เชื่อมโยงกันมุมมองทางวิศวกรรมการออกแบบห้อง Lab ที่ดี ไม่ใช่แค่เลือกประเภทให้ถูกแต่ต้อง ออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานจริงเช่น: QC → ต้องมี workflow ที่ลดความผิดพลาด R&D → ต้องมี flexibility สูง QA → ต้องเชื่อมโยงกับระบบมาตรฐาน การออกแบบแบบ Integrated Lab System จะช่วยให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพQC, QA และ R&D ไม่ใช่แค่คำเรียกแต่คือ หน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และส่งผลต่อการออกแบบห้องปฏิบัติการโดยตรง การเข้าใจความแตกต่างตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณสามารถวางระบบห้อง Lab ได้อย่างถูกต้อง และรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาวเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

115036ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก.png

อ่านเพิ่มเติม

2 มิถุนายน 2569

ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก?

สำหรับหลายโรงงานการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ไม่ได้จบแค่ใช้งานได้แต่ต้อง ผ่านการตรวจประเมิน (Audit)จากหน่วยงานหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ห้อง Lab ใช้งานได้จริงแต่ ไม่ผ่านมาตรฐานซึ่งนำไปสู่การ แก้ไขซ้ำ เสียเวลา และเพิ่มงบประมาณการออกแบบห้องปฏิบัติการให้ผ่าน Auditควรคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ได้แก่1.ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง2.วาง Layout ให้รองรับ Workflow จริง3.ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated Engineering System)มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับห้อง Labห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมมักต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น· ISO 17025· GMP· HACCPแต่ละมาตรฐานมีข้อกำหนดด้าน พื้นที่ ระบบ และความปลอดภัย ที่แตกต่างกัน1. ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือออกแบบห้อง Lab ก่อนแล้วค่อย มาเช็คมาตรฐานทีหลังแนวทางที่ถูกต้องคือต้องนำ Requirement ของมาตรฐาน มาใช้ตั้งแต่ต้นเช่น· การแยกพื้นที่สะอาด / ปนเปื้อน· การควบคุมการไหลของตัวอย่าง· การจัดเก็บสารเคมีอย่างปลอดภัย2. วาง Layout ตาม Workflow จริงLayout ที่ดีต้องรองรับ ลำดับการทำงานตัวอย่าง:· รับตัวอย่าง → วิเคราะห์ → บันทึกผล → จัดเก็บหากวาง Layout ไม่สอดคล้องจะเกิด:· การเดินย้อน· ความเสี่ยงในการปนเปื้อน· ความผิดพลาดในการทำงาน 3. ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated System)ห้อง Lab ไม่ใช่แค่โต๊ะและอุปกรณ์ แต่คือระบบที่ต้องทำงานร่วมกัน· Laboratory Furniture· ระบบไฟฟ้า น้ำ และแก๊ส· ระบบระบายอากาศและความปลอดภัยมุมมองทางวิศวกรรมการผ่าน Auditไม่ใช่เรื่องของเอกสารเพียงอย่างเดียวแต่คือการออกแบบระบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นแนวคิด Engineering-Based Designช่วยให้สามารถวางโครงสร้างห้อง Labให้สอดคล้องทั้งการใช้งาน และมาตรฐานได้พร้อมกัน ห้องปฏิบัติการที่ผ่าน Auditไม่ได้เกิดจากการแก้ไขภายหลังแต่เกิดจาก การออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นการวางระบบแบบ Integrated Lab Systemจะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจในการตรวจประเมินเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล