Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

1 กันยายน 2569

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน: 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

การสร้างหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน เป็นโครงการที่ต้องพิจารณามากกว่าราคาและระยะเวลาติดตั้ง เพราะเมื่อห้องเริ่มเปิดใช้งานจริง สิ่งที่มีผลต่อการทำงานในระยะยาวคือทั้ง Layout ระบบวิศวกรรม วัสดุ อุปกรณ์ และความสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการจึงไม่ควรมองเพียงว่า “ใครเสนอราคาดีกว่า” แต่ควรพิจารณาว่า ผู้รับเหมารายนั้นมีความเข้าใจงานห้องปฏิบัติการมากพอที่จะออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้หรือไม่

ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ลองใช้ 10 ข้อต่อไปนี้เป็น Checklist ประกอบการพิจารณา


Checklist 10 ข้อ ก่อนเลือกผู้รับเหมา

1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่

งานห้องปฏิบัติการมีรายละเอียดแตกต่างจากงานตกแต่งหรือก่อสร้างพื้นที่ทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบวิศวกรรม และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ผู้รับเหมาที่มีความเข้าใจด้าน Laboratory Engineering จึงสามารถมองเห็นข้อจำกัดและความต้องการของพื้นที่ได้มากกว่าการติดตั้งตามแบบเพียงอย่างเดียว

ก่อนเลือกผู้รับเหมา จึงควรตรวจสอบว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานห้องปฏิบัติการโดยตรงหรือไม่

2. มีแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจน

แบบที่ดูดี ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีเสมอไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้รับเหมาเข้าใจ Workflow ของผู้ใช้งานหรือไม่ ตั้งแต่ลำดับการทำงาน การเคลื่อนย้ายตัวอย่าง ตำแหน่งอุปกรณ์ ไปจนถึงการเข้าถึงระบบต่าง ๆ รวมถึงมีแนวคิดแบบ Integrated System ที่นำองค์ประกอบภายในห้องมาพิจารณาร่วมกันหรือไม่

เพราะแนวคิดในการออกแบบตั้งแต่ต้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของห้องไปตลอดอายุการใช้งาน


3. เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป
ตัวอย่างมาตรฐานหรือระบบที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
ISO 17025, GMP และ GLP

ดังนั้น ผู้รับเหมาควรมีความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งสอดคล้องกับแนวทางที่องค์กรต้องรองรับ และช่วยลดปัญหาเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมิน (Audit)


4. มีผลงานจริง (Case Study)

ประสบการณ์จากโครงการจริงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้เห็นความสามารถของผู้รับเหมาได้ชัดเจนขึ้นควรพิจารณาว่าเคยดำเนินโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของเราหรือไม่ รวมถึงมี
Case Study หรือผลงาน Before–After ที่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้หรือไม่

เพราะผลงานจริงช่วยให้ประเมินได้ทั้งคุณภาพงาน แนวทางการออกแบบ และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างาน


5. ออกแบบและผลิตได้ในที่เดียว (One-stop Service)

โครงการห้องปฏิบัติการมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง
หากแต่ละส่วนดำเนินการโดยหลายฝ่ายที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน อาจเกิดช่องว่างในการสื่อสาร และนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนระหว่างแบบกับงานจริง

การเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง หรือมีรูปแบบ One-stop Service จึงช่วยให้การประสานงานเป็นระบบมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากการส่งต่องานระหว่างหลายฝ่าย





6. มีการทำ 3D Visualization ก่อนผลิต

การเห็นแบบในรูป 2 มิติ อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินพื้นที่ทั้งหมด 3D Visualization ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพของห้องก่อนเริ่มสร้างจริง สามารถตรวจสอบตำแหน่งโต๊ะ อุปกรณ์ พื้นที่ใช้งาน และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น

หากพบจุดที่ต้องปรับ ก็สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งช่วยลดการแก้ไขหน้างานและช่วยควบคุมงบประมาณของโครงการได้ดีขึ้น


7. เข้าใจระบบวิศวกรรม (Utility & Ventilation)

ห้อง Lab ไม่ได้มีเพียงโต๊ะปฏิบัติการและตู้ต่าง ๆ แต่ยังมีระบบวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบแก๊ส หรือระบบระบายอากาศ ระบบเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กับ Layout อุปกรณ์ และลักษณะการใช้งานของพื้นที่ หากออกแบบแยกออกจากกัน อาจเกิดปัญหาเมื่อนำห้องมาใช้งานจริง

ความเข้าใจด้าน Utility และ Ventilation จึงเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนเลือกผู้รับเหม


8. สามารถให้คำแนะนำเชิงเทคนิคได้

ผู้รับเหมาที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงรับแบบแล้วผลิตตามแบบเท่านั้น
แต่ควรสามารถให้คำแนะนำเมื่อพบว่าบางรายละเอียดอาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง รวมถึงเสนอทางเลือกด้านวัสดุ ระบบ หรือวิธีการออกแบบที่เหมาะสมกว่าได้

เพราะในหลายโครงการ ปัญหาบางอย่างอาจมองไม่เห็นจากแบบ แต่จะเห็นได้จากประสบการณ์ในการทำงานจริง


9. มีการวางแผนโครงการที่ชัดเจน

คุณภาพของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารโครงการด้วยก่อนเริ่มงานจึงควรมีความชัดเจนทั้งเรื่อง Timeline ขั้นตอนการทำงาน และกระบวนการควบคุมคุณภาพ

การวางแผนที่ดีช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ลดความเสี่ยงของงานล่าช้า และทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ง่ายขึ้น


10. คิดในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาปัจจุบัน

ราคาตอนเริ่มต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด
สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ อายุการใช้งาน การบำรุงรักษา ความเหมาะสมของวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บางทางเลือกอาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า แต่หากต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่เร็วกว่าที่ควร ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าในระยะยาว

ดังนั้น การเปรียบเทียบผู้รับเหมาจึงควรมองที่ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาที่เห็นในใบเสนอราคา


มุมมองทางวิศวกรรม

การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด
แต่คือการพิจารณาว่าใครสามารถเข้าใจการใช้งาน ออกแบบพื้นที่ เชื่อมโยงระบบวิศวกรรม และพัฒนาโครงการให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสม

แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System จึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาคุณภาพของงาน เพราะห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีโต๊ะและอุปกรณ์ครบ แต่เป็นพื้นที่ที่หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน


สรุป

ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ ลองกลับมาตรวจสอบทั้ง 10 ข้ออีกครั้ง
ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญ แนวคิดการออกแบบ ความเข้าใจมาตรฐาน ผลงานที่ผ่านมา ความสามารถในการดูแลโครงการ ระบบวิศวกรรม ไปจนถึงการวางแผนและความคุ้มค่าในระยะยาว

เพราะการเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ได้ช่วยเพียงให้งานติดตั้งเสร็จตามแบบ แต่ยังมีส่วนช่วยให้ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้งาน

 

สําหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ
EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร
Line: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

093047153055ปก (1).webp

อ่านเพิ่มเติม

24 มีนาคม 2569

มาตรฐาน SEFA 8 สำหรับเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการคืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญต่อการออกแบบ Laboratory Design

การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) ในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องความสวยงามหรือการจัดวางพื้นที่ใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความทนทานต่อสารเคมี และประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ใช้งานอีกด้วย หนึ่งในมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ (Laboratory Furniture) คือ มาตรฐาน SEFA 8 ซึ่งถูกใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและทดสอบเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วโลกสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน เช่น ห้องแล็บในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรืออุตสาหกรรม การเข้าใจมาตรฐาน SEFA 8 ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบระบบ Laboratory Engineering ที่มีประสิทธิภาพSEFA คืออะไรSEFA (Scientific Equipment and Furniture Association) เป็นองค์กรในสหรัฐอเมริกาที่พัฒนามาตรฐานสำหรับอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ โดยมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเฟอร์นิเจอร์แล็บโดยตรงคือ SEFA 8 – Laboratory Furniture Standard**มาตรฐานนี้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการผลิตและทดสอบ laboratory furniture systems เช่นโต๊ะปฏิบัติการ (Laboratory Bench)- ตู้เก็บสารเคมี- ตู้แขวนและตู้ใต้โต๊ะ- ระบบโครงสร้างเฟอร์นิเจอร์เป้าหมายหลักของ SEFA 8 คือการทำให้เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี อุณหภูมิ และการใช้งานหนักได้อย่างปลอดภัย การทดสอบสำคัญตามมาตรฐาน SEFA 8หนึ่งในจุดเด่นของมาตรฐาน SEFA 8 คือการกำหนด การทดสอบด้านความทนทานและความปลอดภัย ของเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ตัวอย่างการทดสอบที่สำคัญ ได้แก่1. Chemical Resistance Testทดสอบความทนทานต่อสารเคมี เช่น กรด ด่าง และตัวทำละลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในห้องปฏิบัติการ2. Load Bearing Testทดสอบความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้างโต๊ะและตู้ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับเครื่องมือวิทยาศาสตร์หรืออุปกรณ์หนักได้3. Impact Resistance Testทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก เช่น การตกของอุปกรณ์4. Heat Resistance Testทดสอบความทนทานต่ออุณหภูมิสูง ซึ่งอาจเกิดจากการทดลองหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนการทดสอบเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการมีความแข็งแรงและปลอดภัยในการใช้งานระยะยาวความสัมพันธ์ระหว่าง SEFA 8 กับการออกแบบห้องปฏิบัติการมาตรฐาน SEFA 8 ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับตัวเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการวางแผน การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) โดยรวม เช่น- การจัดวางโต๊ะปฏิบัติการให้เหมาะสมกับ Workflow- การเลือกวัสดุพื้นผิวที่ทนสารเคมี- การออกแบบพื้นที่ทำงานให้รองรับอุปกรณ์ทดลองนอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการยังต้องทำงานร่วมกับระบบสำคัญอื่น ๆ เช่น- Fume Hood สำหรับดูดไอสารเคมี- ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ- ระบบท่อก๊าซและระบบสาธารณูปโภคดังนั้น การออกแบบห้องปฏิบัติการที่ดีจึงต้องพิจารณาทั้ง laboratory furniture, fume hood engineering และระบบวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ ให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมบทบาทของ Laboratory Engineering ในการพัฒนาห้องปฏิบัติการในโครงการพัฒนาห้องปฏิบัติการสมัยใหม่ การออกแบบมักดำเนินการในรูปแบบ Turnkey Laboratory Project ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่- การวางแผน laboratory design- การเลือก laboratory furniture systems- การออกแบบ fume hood- การวางระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ- การติดตั้งและทดสอบระบบในประเทศไทย บริษัทที่ให้บริการด้าน Laboratory Engineering เช่น S.K. Powerable Co., Ltd. มีบทบาทในการให้คำปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งระบบห้องปฏิบัติการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงแนวทางการเลือกเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับประเภทของงานวิจัยหรือการทดสอบการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้าน laboratory engineering ช่วยให้โครงการห้องปฏิบัติการมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับการใช้งานในระยะยาวได้มาตรฐาน SEFA 8 เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่ใช้กำหนดคุณภาพและความปลอดภัยของ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ (Laboratory Furniture) โดยครอบคลุมการทดสอบด้านความทนทานต่อสารเคมี ความแข็งแรงของโครงสร้าง และความปลอดภัยในการใช้งานสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้มีมาตรฐานระดับสากล การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สอดคล้องกับ SEFA 8 ควรดำเนินการควบคู่กับการวางแผน การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) รวมถึงระบบสำคัญ เช่น fume hood และ ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล