ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

15 พฤษภาคม 2569

ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีรั่วออกมาจากตู้ดูดควันขณะทำงาน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติ
ตู้ดูดควัน (Fume Hood) คืออุปกรณ์ด้านแรกที่ปกป้องคุณจากไอสารเคมีในทุกการทดลอง แต่จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ พบว่าแล็บส่วนใหญ่ในไทยใช้ตู้ดูดควันที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่รู้ตัว

สัญญาณที่บอกว่าตู้ดูดควันของคุณมีปัญหา
ก่อนจะพูดถึงสาเหตุ ลองเช็กตัวเองก่อนครับว่าเคยเจอสิ่งเหล่านี้ไหม
- ได้กลิ่นสารเคมีขณะทำงานอยู่หน้าตู้
- เปลวไฟหรือควันเคลื่อนที่ออกด้านหน้าแทนที่จะถูกดูดเข้าไป
- กระดาษทิชชูที่วางขอบตู้ไม่ถูกดูดเข้าหาตู้
- ระบบส่งเสียงดังผิดปกติหรือทำงานไม่สม่ำเสมอ
ถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แม้แค่ข้อเดียว แสดงว่าระบบ containment ของตู้กำลังล้มเหลว และคุณกำลังสูดดมไอสารเคมีเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว

Face Velocity คืออะไร และทำไมถึงสำคัญที่สุด
ตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพของตู้ดูดควันเรียกว่า Face Velocity ความเร็วของกระแสอากาศที่ดูดเข้าตู้ผ่านช่องเปิดด้านหน้า
มาตรฐาน ASHRAE 110 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบ fume hood กำหนดค่า face velocity ที่ปลอดภัยไว้ที่ 0.3–0.5 เมตรต่อวินาที (60–100 fpm)
ต่ำกว่านี้ = ดูดไม่พอ ไอสารเคมีรั่วออกมา
สูงกว่านี้มากเกินไป = เกิด turbulence อากาศวนกลับออกมาแทน
ปัญหาคือแล็บส่วนใหญ่ไม่เคยวัดค่านี้เลยตั้งแต่ติดตั้ง

5 สาเหตุหลักที่ทำให้ตู้ดูดควันทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน

1. ออกแบบระบบ ventilation ผิดตั้งแต่แรก
ท่อระบายอากาศขนาดผิด หรือ fan ที่เลือกมาไม่รองรับ static pressure ที่แท้จริงของระบบ เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเพราะต้องแก้ที่การออกแบบ ไม่ใช่แค่ปรับ setting

2. มีคนเปิดประตู-หน้าต่างใกล้ตู้
กระแสลมจากภายนอกรบกวน airflow หน้าตู้โดยตรง แม้แค่คนเดินผ่านเร็วๆ ก็ทำให้เกิด turbulence ได้ชั่วคราว

3. ตำแหน่งติดตั้งผิด
ตู้ดูดควันที่อยู่ใกล้ประตู ช่องแอร์ หรืออยู่ในทางสัญจรของคน จะเกิดปัญหา cross-draft ซึ่งรบกวน containment อย่างรุนแรง

4. ไม่ได้รับการ maintain
ฝุ่นและสารตกค้างในท่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ airflow ลดลงทีละน้อยจนผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

5. เปิด sash สูงเกินไป
ยิ่ง sash เปิดสูง พื้นที่หน้าตู้กว้างขึ้น face velocity ลดลงโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิด sash ไม่เกิน 45 ซม. หรือตามที่ตู้กำหนด

อันตรายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตู้ทำงานผิดมาตรฐาน
ไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ครับ แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้
สารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในแล็บทั่วไปเช่น formaldehyde, benzene, หรือ acid vapor มีค่า TLV (Threshold Limit Value) ต่ำมาก การสูดดมสะสมแม้ในปริมาณน้อยทุกวันส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ และระบบประสาทในระยะยาว โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงอันตรายในทันที

วิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เอง
ก่อนเรียกวิศวกรมาตรวจ ลองทำ smoke test อย่างง่ายครับ
ใช้ smoke pencil หรือ smoke tube วางที่ระยะ 15 ซม. หน้า sash แล้วดูว่าควันถูกดูดเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าควันวนกลับออกมาหรือเคลื่อนที่ผิดทิศ แสดงว่ามีปัญหา containment ชัดเจน
วิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบตามมาตรฐาน EN14175 ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง

ตู้ดูดควันที่ได้มาตรฐานจริงๆ ต้องผ่านอะไรบ้าง
ตู้ดูดควันที่ปลอดภัยสำหรับงาน laboratory จริงๆ ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานเหล่านี้
- ASHRAE 110 — ทดสอบ containment performance ด้วย tracer gas จริง
- EN14175 — มาตรฐานยุโรปสำหรับ fume cupboard ทั้งด้าน safety และ performance
- CE Marking — รับรองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรป
ถ้าตู้ที่ใช้อยู่ไม่มีเอกสารรับรองเหล่านี้ ควรตรวจสอบกับผู้จัดจำหน่ายให้ชัดเจน

สรุปสิ่งที่ควรทำทันที
ถ้าสงสัยว่าตู้ดูดควันในแล็บของคุณทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน อย่ารอให้มีอาการก่อนครับ
ทำ smoke test เบื้องต้นเอง และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้แจ้ง lab manager หรือวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การวัด face velocity และทดสอบระบบ ventilation ตามมาตรฐาน ASHRAE 110 ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งครั้งแรก
ห้องปฏิบัติการที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แต่เริ่มจากระบบที่ออกแบบและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก

เนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLAB

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)

ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System

เพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

084612f7a042a6-c8a8-4627-9640-c214d0b5920e (1).png

อ่านเพิ่มเติม

1 สิงหาคม 2569

Case Study: ออกแบบและติดตั้งห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม จาก Before สู่ After

Case Study: ออกแบบและติดตั้งห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม จาก Before สู่ After การออกแบบห้องปฏิบัติการไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดวางโต๊ะ อุปกรณ์ หรือระบบต่าง ๆ ให้ครบถ้วนเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ให้สามารถรองรับการทางานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในระยะยาวในหลายโครงการที่ EASYLAB ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เราพบว่าปัญหาของห้องปฏิบัติการจานวนมากไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ที่ล้าสมัยเสมอไป แต่เกิดจากการที่ระบบการทางาน พื้นที่ใช้งาน และงานวิศวกรรมต่าง ๆ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นบทความนี้จะพาไปดูแนวคิดการปรับปรุงห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม จากสภาพ Before สู่ After ว่าการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญเกิดขึ้นจากอะไร และเหตุใดการออกแบบที่ถูกต้องจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทางานมากกว่าที่หลายคนคิดการปรับปรุงห้องปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพมักเริ่มจาก 3 จุดหลัก ได้แก่  1.ปรับ Layout ให้สอดคล้องกับ Workflow  2.ปรับระบบให้เป็น Integrated Engineering System  3.เลือกวัสดุและอุปกรณ์ให้เหมาะกับการใช้งานจริงBefore: ปัญหาที่พบในหน้างาน ก่อนเริ่มการออกแบบใหม่ ทีมงานได้สารวจสภาพพื้นที่และกระบวนการทางานจริง พบปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายโครงการคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเป็น Layout ที่ไม่สอดคล้องกับลาดับการทางาน การเดินย้อนขั้นตอนระหว่างกระบวนการ ระบบไฟฟ้าและระบบน้าที่ไม่รองรับการใช้งาน หรือพื้นที่ที่ไม่เพียงพอต่ออุปกรณ์และจานวนผู้ใช้งานปัญหาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทางาน ทาให้ใช้เวลามากขึ้น เกิดความผิดพลาดได้ง่าย และในบางกรณีอาจไม่สามารถรองรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องได้การวิเคราะห์ปัญหาในมุมมองวิศวกรรม ก่อนเริ่มออกแบบ ทีมงานไม่ได้มองเพียงรูปแบบของห้องหรือขนาดพื้นที่ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์กระบวนการทางานจริงของผู้ใช้งานปัจจัยสาคัญที่นามาพิจารณา ได้แก่ Workflow ของห้องปฏิบัติการ ประเภทงานที่ดาเนินการ เช่น QC หรือ R&D ข้อจากัดของพื้นที่ รวมถึงมาตรฐานที่องค์กรต้องรองรับ เช่น ISO 17025 หรือ GMPการวิเคราะห์ในขั้นตอนนี้ช่วยให้การออกแบบไม่ได้อ้างอิงเพียงความสวยงาม แต่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ตั้งแต่ต้นทางDesign Solution: แนวทางการออกแบบ หลังจากรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหา ทีมงานจึงพัฒนาแนวทางการออกแบบโดยมุ่งเน้น3 ประเด็นสาคัญประเด็นแรก คือ การปรับ Layout ให้สอดคล้องกับ Workflow การทางาน เพื่อให้การเคลื่อนที่ของบุคลากร อุปกรณ์ และตัวอย่างทดสอบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ลดการเดินย้อนขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานประเด็นที่สอง คือ การออกแบบระบบต่าง ๆ ให้ทางานร่วมกันในรูปแบบ Integrated Engineering System ไม่ว่าจะเป็น Laboratory Furniture ระบบไฟฟ้า ระบบน้า ระบบแก๊ส และระบบระบายอากาศ เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสนับสนุนการทางานในทิศทางเดียวกันประเด็นสุดท้าย คือ การเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริง โดยคานึงถึงความทนทาน ความปลอดภัย และอายุการใช้งานในระยะยาวAfter: ผลลัพธ์หลังการปรับปรุง เมื่อการออกแบบและติดตั้งแล้วเสร็จ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงภาพลักษณ์ของห้องปฏิบัติการที่ดูเป็นระเบียบมากขึ้นเท่านั้นแต่ยังช่วยให้ Workflow การทางานมีความชัดเจน ลดความผิดพลาดในกระบวนการทดสอบ ระบบต่าง ๆ สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม และช่วยให้การตรวจประเมินตามมาตรฐานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่สาคัญคือ ผู้ใช้งานสามารถทางานได้สะดวกขึ้นในทุกวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการออกแบบห้องปฏิบัติการที่ดีมุมมองทางวิศวกรรม ความสาเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่สูงขึ้นเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System ช่วยให้ห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สาหรับติดตั้งอุปกรณ์ แต่เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทางานจริงอย่างมีประสิทธิภาพสรุป Case Study นี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาห้องปฏิบัติการไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงพื้นที่บางส่วนเท่านั้นแต่คือการออกแบบระบบการทางานใหม่ทั้งหมด โดยเชื่อมโยง Layout งานวิศวกรรม และการใช้งานจริงเข้าด้วยกันเมื่อทุกองค์ประกอบถูกวางแผนอย่างเหมาะสม ห้องปฏิบัติการจะสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอบโจทย์มาตรฐานและการเติบโตขององค์กรในระยะยาวสาหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการEASYLAB พร้อมให้คาปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

102057ปก.jpg

อ่านเพิ่มเติม

14 กุมภาพันธ์ 2569

บรรยากาศบูธ GRAMMY × EASYLAB ในงาน SITE 2026

จบลงอย่างสวยงาม! GRAMMY × EASYLAB ในงาน SITE 2026 ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างล้นหลามที่บูธของเรา! บรรยากาศในงานปีนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะช่วงการสาธิตนวัตกรรมจาก GRAMMY × EASYLAB ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน Feedback จากลูกค้าส่วนใหญ่ต่างชื่นชมในดีไซน์ที่ดูทันสมัย และความเป็นมืออาชีพในการให้คำแนะนำของทีมงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ GRAMMY × EASYLAB มุ่งมั่นพัฒนามาโดยตลอด ขอบคุณที่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการของคุณ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้านะคะ!